ชาเป็นเครื่องดื่มสากลของโลก คนเกือบทุกประเทศล้วนรู้จักการดื่มชา และมีวิธีการชงและดื่มชาเป็นของตัวเอง โดยอาจผสมวัตถุดิบปรุงแต่งต่างๆแตกต่างกันไป เช่น ชงชากับนมตัวจามรี (ธิเบต), การเพิ่มใบ spearmint ลงไปในน้ำชา (โมร็อกโก), ชงชาใส่เครื่องเทศต่างๆ (อินเดีย), หรือ การเติมเม็ดสาคูต้มน้ำตาลลงในชา (ไต้หวัน) เป็นต้น

คุณอาจสนใจ: วิธีจิบชาแบบอังกฤษ, วิธีชงเนสกาแฟ, วิธีสั่งสตาร์บักส์ขั้นเทพ, วิธีสั่งเมนูลับสตาร์บักส์, วิธีทำกาแฟสูตรทั่วโลกวิธีดื่มกาแฟลดน้ำหนัก

อย่างไรก็ตามรสชาติของชา หลักๆอยู่ที่น้ำชา การเสริมเติมสิ่งต่างๆลงไปนั้น จัดเป็นเครื่องตกแต่งเพื่อเสริมรสชาติของชาและเพิ่มความหลากหลายเป็นเอกเทศของชนชาตินั้นๆ น้ำชารสชาติดี บวกกับการปรุงแต่งที่ถูกใจ ย่อมพาคนดื่มรื่นรมณ์ไปกับรสชาติได้ไม่ยาก แต่หากถ้าตัวน้ำชาเองรสชาติไม่ดีเสียแล้วละก็ จะเสริมเติมแต่งอย่างไร คงยากนักที่จะแก้ให้รสชาติดีกลับมาดังเดิมได้

เคล็ดลับวิชา…… ในการชงชาให้อร่อย นั่นก็คือการทำใจให้สงบ! เอ๊ย! ไม่ใช่ครับ เคล็ดลับในการชงชาอยู่ที่ 3 ปัจจัยหลักนั่นก็คือ วัตถุดิบ, วิธีการ, และ อุปกรณ์ ครับ

ขั้นตอนการชงชาที่ถูกต้อง
1. เลือกใบชาที่ดี

คุณภาพของใบชา ชาที่ดีต้องแห้งสนิท และสีเนียนเป็นเนื้อเดียวกัน ไม่กระดำกระด่างมากนัก กลิ่นต้องดี ไม่เหม็นหืนหรืออับชื้น ไม่สิ่งสกปรกเจือปน ใบชาหลังชงดื่มต้องมีสภาพสมบูรณ์ไม่เล็กๆใหญ่ ขาดๆเกิน

ปริมาณของใบชา เป็นที่รุ้กันว่า หากปริมาณใบชามากชาก็ยิ่งแก่ ปริมาณน้อยใบชาน้อย ชาก็ยิ่งอ่อน แต่นอกเหนือไปจากความชอบในการดื่มชาอ่อนหรือชาแก่แล้ว ลักษณะของใบชาก็มีผลต่อการชงด้วย การชงชาที่ดี และได้รสชาติที่ครบถ้วนนั้น หลังจากเทน้ำลงในกาแล้ว ต้องมีที่เหลือให้ใบชาคลายตัวได้อย่างเต็มที่ ปริมาณใบชาหลังคลายตัวเต็มที่นั้น ก็ไม่ควรเกิน 90% ของกานะครับ ดังนั้น ก่อนที่เราจะชงชา เราควรพิจารณารูปร่างของใบชากันก่อนว่า เป็นลักษณะกลมแน่น กลมหลวม หรือเป็นใบ หาก เป็นใบชามีการม้วนตัวแน่นมากๆจนกลมดิ๊ก เราควรใช้ชาแค่ประมาณ 1/6 หรือ 1/4 (17%-25%) ของกาน้ำชาก็เพียงพอ หากเป็นชาใบที่ไม่มีการม้วนตัวนั้น ให้เราใช้ใบชาได้ไม่เกิน 2/3 (67%) ของกาน้ำชา เป็นต้น ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับคุณภาพของใบชาด้วยครับ

แนะนำให้อ่านเพิ่ม:  วิธีต้มไข่ใบชาลายหินอ่อน สไตล์ไต้หวัน (Taiwanese Tea Egg)

2. ใช้น้ำที่ถูกต้อง

ถ้าน้ำชาขาดน้ำ มันก็จะไม่เป็นน้ำชาใช่มั้ยครับ (ฮา) ลักษณะและคุณภาพของน้ำ เป็นสิ่งสำคัญทีเดียวต่อรสชาติของน้ำชาครับ น้ำแต่ล่ะแก้วที่เราดื่มกันทุกวันนั้น แม้ดูเผินๆจะเหมือนกัน แต่พวกเธอผ่านอะไรๆมาต่างกันครับ น้ำที่เหมาะกับการชงชานั้นต้องเป็นน้ำที่ สด ใหม่ สะอาด และบริสุทธิ์นั่นเอง

แล้วน้ำอย่างไรล่ะ ที่จะเรียกได้ว่า สด ใหม่ สะอาด บริสุทธิ์  ในที่นี่ผมหมายถึงว่า เป็นน้ำที่ไม่มีกลิ่นอื่นเจือปน ไม่ใช้สารเคมีในการปรับคุณภาพ อีกทั้งไม่ใช่น้ำที่ผ่านการต้มมาแล้วหลายครั้ง เพราะน้ำพวกนี้จะมีอ๊อกซิเจนน้อย หากนำมาชงชาจะทำให้รสชาติชาชืดไป ขาดความนุ่ม และความลึก (อันนี้สามารถสังเกตุได้จากการชงชาโดยใช้น้ำจาก กาน้ำร้อนไฟฟ้าที่ต้มทิ้งไว้หลายรอบ รสชาติของน้ำชาจะต่างจากการใช้น้ำที่ต้มสดใหม่ๆเพียงครั้งเดียว) และ หากเป็นไปได้ ควรใช้น้ำที่มีค่าน้ำเป็นกลาง (PH7) ดังนั้นจะเหมาะที่สุด

ดังนั้น เราจึงไม่ควรนำน้ำแร่ (ค่า PH เป็นกรด) หรือ น้ำประปาดื่มได้ (ผ่านการใช้สารเคมีในการปรับแต่งคุณภาพ) มาชงชา ใช้น้ำดื่มบรรจุขวดธรรมดาก็เพียงพอแล้ว

เรื่องของน้ำอีกเรื่องหนึ่งก็คือ “อุณภูมิ” ซึ่งอุณภูมิของน้ำที่ต่างกัน ก็จะมีผลให้รสชาตินำ้ชาต่างกันอย่างชัดเจน (อันนี้แนะนำให้ลองปรับอุณภุมิตอนชงเล่นกันดูสนุกๆได้นะครับ) โดยส่วนใหญ่แล้ว อุณภูมิของน้ำที่เหมาะกับการชงชา จะอยู่ระหว่าง 70-100 องศา และจะแตกต่างกันไปตามชนิดและรูปร่างของชา ดังต่อไปนี้

แนะนำให้อ่านเพิ่ม:  วิธีจิบชาแบบอังกฤษ "Afternoon Tea" vs "High Tea"

• ชาขาว ชาเขียว และชาเหลือง ซึ่งทำมาจากยอดใบชาที่อ่อนมาก มีรูปร่างบอบบาง แตกหักง่าย ควรใช้น้ำท่ีอุณภูมิประมาณ 71-80 องศาเซสเซียส

• ชาอุ่หลง เป็นชาลักษณะกลางๆ ควรใช้น้ำที่อุณภูมิ ประมาณ 85-95 องศาเซสเซียส

• ส่วนชาผู่เอ่อร์ หรือชาที่มีลักษณะกลมแน่น นั้น ต้องใช้น้ำเดือดที่ประมาณ 97-98 องศาเซสเซียส

3.ชงและดื่มชาให้ถูกหลัก

วิธีการชงและการดื่มชานั้น ผูกพันกับประเพณีและวัฒธรรมมากมาย แตกต่างกันไปตามประเภทและยุคสมัย ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงการปฏิบัติตามขนบธรรมเนียมของแต่ละสังคมและความสุนทรีย์ในการดื่มชาเท่านั้น หากแต่ยังเกี่ยวพันถึงรสชาติของน้ำชาอีกด้วย โดยเฉพาะ ในเรื่องของเวลา และอุณภูมิ ที่แทรกอยู่ในแต่ล่ะขั้นตอนนั่นเอง

เวลาที่ใช้ในการชงชานั้น จะสัมพันธ์กับความอ่อนแก่ของชา ซึ่งอันนี้ก็เป็นเรื่องของความชอบของแต่ล่ะบุคคล แต่นอกเหนือจากความชอบแล้ว การชงชาก็มีเวลาที่เหมาะสมที่อาจเรียกได้ว่า เป็นเวลามาตราฐานในการชงชา  ซึ่งเป็นเวลาที่ทำให้รสชาติชาออกได้ครบ ไม่เข้มเกินไป และไม่จางเกินเหตุ กล่าวคือหากเป็นการชงชาน้ำแรก จะใช้เวลาประมาณ 40-60 วินาที และครั้งต่อๆไป ต้องเพิ่มอีกครั้งล่ะ ประมาณ 10-15 วินาที แต่ท่านไหนจะชงอ่อน หรือ แก่กว่านี้ ก็ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด

ส่วนเรื่องของอุณภูมิที่จะกล่าวถึงนี้ ไม่ใช่อุณภูมิของอากาศ หรือ มือแต่อย่างใด หากแต่เป็นอุณภูมิของ ถ้วยชาและกาน้ำชานั้นเอง หลายท่านคงเคยได้ยินเรื่องใช้น้ำร้อนลวกกาและถ้วยน้ำชาก่อนการดื่มและการชงใช่มั้ยครับ และคงคิดว่า เป็นการทำไปเพื่อการฆ่าเชื้อโรค อะไรทำนองนั้น ซึ่งอาจจะถูกแค่ครึ่งเดียว วัตถุประสงค์หลักจริงๆในการใช้น้ำเดือดลวกอุปกรณ์ ก็เพื่อเป็นการควบคุมให้มีความแตกต่างของอุณภูมิระหว่าง น้ำชา กับ กาและถ้วยชา น้อยลง โดยเราควรลวกกาและถ้วยก่อนชงและดื่มหมดเป็นรอบๆไป ทำให้เรารักษาอุณภูมิของน้ำที่ชงชาได้ดีขึ้น ซึ่งก็จะทำให้น้ำชาอร่อยยิ่งขึ้นนั่นเอง  อีกทั้งการลวกอุปกรณ์ก่อนการชงนั้น ก็จะทำให้ ชาที่ชงสามารถรักษาความร้อนไว้ได้นานขึ้นการดื่มชาร้านก็เเปรียบเสมือนกับการรับประทานซุปร้อนๆ ซุปที่เย็น รสชาติจะตกฉันใด การดื่มน้ำชาที่ทิ้งไว้ให้เย็นแล้ว รสชาติก็จะตกฉันนั้นครับ  ดังนั้น เพื่อรสชาติที่ดี  ชาที่ชงสดนี้ ก็ควรจะดื่มสดครับ ไม่ควรแช่ทิ้งไว้ในกานานเกิน 10 นาทีและยิ่งไม่ควรปล่อยทิ้งไว้นานหลายชั่วโมง เพราะนอกจากจะทำให้เสียรสชาติแล้ว ยังได้ของแถมเป็นท้องผูกอีกด้วย เพราะการแช่ชานานๆ จะทำให้ สารเทนนิน (tannin acid)ในชา ออกมามาก ซึ่งเป็นสาเหตุของท้องผูกและลมในท้องได้ครับ (แต่ถ้าใครท้องเสีย จะดื่มชาแก้ก็ลองดูได้ครับ 55)

แนะนำให้อ่านเพิ่ม:  วิธีจิบชาแบบอังกฤษ "Afternoon Tea" vs "High Tea"

4. ใช้อุปกรณ์ชงชาที่เหมาะสม

เป็นเรื่องที่เราอาจจะคิดไม่ถึงว่า กาน้ำชาก็มีผลต่อรสชาติของชาด้วย ถ้าจะพูดกันจริงๆแล้ว เรื่องของกาน้ำชานี่ ต้องถือว่าเป็นเรื่องของศาสตร์และศิลป์กันเลยทีเดียว เพราะนอกจากจะสัมพันธ์กับรสชาติของชาแล้ว ยังรูปลักษณ์ที่สวยงามของกา ยังสามารถเพิ่มความสุนทรีย์ในการดื่มมากขึ้นอีกโข

กาน้ำชาที่ช่วยเพิ่มรสชาติชามากที่สุดก็คือ กาดินเผาครับ เพราะ สามารถเก็บความร้อนและรักษากลิ่นชาได้ดีกว่ากาที่ทำจากวัสดุประเภทอื่น โดยในการชงชาแต่ล่ะครั้ง ดินก็จะดูดซับกลิ่นชาเข้าไปในเนื้อดินด้วย และเนื่องจากเราต้องลวกน้ำร้อนหลายครั้ง กาดินเผานั้นจะต้องเปป็นการที่มีคุณภาพดี ทนความร้อน และไม่แตกหักง่ายด้วย  ส่วนกาน้ำชาที่ถือเป็นสุดยอดกาเสริมรสชานั้น คือ กาที่ทำจาก ดินสีม่วง (Purple Clay) หรือ กาที่ทำจากดินสีชาด (Vermillion Clay) ซึ่งจะสามารถเก็บรสชาติและดูดซับกลิ่นได้ดีกว่ากาที่ทำจากดินธรรมดาทั่วไป ทำให้ยิ่งชงก็ยิ่งเก็บกลิ่นมาก ยิ่งชงก็ยิ่งหอมอบอวลละมุนละไมยิ่งขึ้น แถมยังมีแร่ธาตุจากดินสู่ชาด้วยครับ

แต่ทั้งนี้ไม่ว่าจะใช้กาอะไรก็ตามเราต้องล้างถ้วยและกาน้ำชาให้สะอาดอยู่เสมอ หากมีคราบชาฝังแน่น จะทำให้น้ำชามีรสชาติขมผิดไปจากปกติได้ครับ