เป็นเรื่องดราม่ากันมากมายกับกระแสต่อต้านจิบกาแฟ Slow-life ที่จริงแล้วการจิบกาแฟแบบ Slow-life มันไม่ใช่เรื่องผิด แต่ประเด็นมันอยู่ที่สังคมไทยมีพวก Nouveau Riche หรือเศรษฐีใหม่เยอะที่ต้องอวดรวย (แบบที่อาจไม่ค่อยมีรสนิยมที่แท้จริงเท่าไหร่) ทำให้สังคมมองคนจิบกาแฟ Slow-life ในทางลบกันซะหมด

ที่จริงแล้วในสังคมตะวันตก การจิบกาแฟ Slow-life และกาแฟดริปมันไม่ใช่เรื่องของคนรวยเลย เพราะคนที่ต้องดื่มกาแฟคือ “คนชั้นกลางและคนชั้นล่าง” ที่ยังต้องการ “คาเฟอีน” ในการเบิ่งตาทำงานอยู่ (เหมือนคนงานต้องกินเครื่องดื่มชูกำลัง) อันที่จริงแล้วการดื่มชาแบบอังกฤษที่คนไทยไม่นิยมมักจะเป็นศิลปะของคนชั้นสูงมากกว่าการจิบกาแฟหรือนั่งชิคๆคูลๆสั่งกาแฟในสตาร์บัคส์ซะอีก อย่างไรก็ดี ในบทความนี้จะชี้ว่าการจิบและดื่มด่ำกาแฟแบบ Slow-life นั้นมันไม่ต้องใช้เงินและอวดรวยอย่างที่คนไทยเข้าใจกัน ดังต่อไปนี้

1 เรียนรู้และทราบซึ้งกับประวัติของกาแฟก่อนดื่ม

กาแฟมีวิวัฒนาการมามากกว่า 600 ปี (หรือนานกว่านั้น) และมีหลากหลายสายพันธ์และรสชาติมาก ไม่ซับซ้อนน้อยกว่าศิลปะดื่มไวน์ชั้นสูงเลย คุณอาจเริ่มจากการศึกษาว่าประวัติกาแฟมีมาอย่างไรตาม Infographic ข้างล่างนี้ หรือค้นคว้าข้อมูลอย่างละเอียดเพิ่มเติมต่อไป

แนะนำให้อ่านเพิ่ม:  วิธีชิวในคาเฟ่นกฮูกของคนญี่ปุ่น (รวมภาพและคลิป)

วิธีดื่มด่ำกับกาแฟ (แบบ Slow-life มีคลาสแต่ไม่กระเดะ)

http://visual.ly/delicious-coffee

วิธีดื่มด่ำกับกาแฟ (แบบ Slow-life มีคลาสแต่ไม่กระเดะ) CompleteGuidetoCoffeeMaking_525ebe2a4d784_w1500-1

http://visual.ly/complete-history-coffee-making

นอกจากนี้ยังมีคนทำ Infographic ว่าปัจจุบันกาแฟมาจากไหนให้เราเข้าใจง่ายๆที่นี่

2 เข้าใจว่าจะต้องดื่มด่ำกับรสชาติกาแฟอย่างไร

การลิ้มรสกาแฟที่แท้จริงไม่ใช่แค่การดื่ม แต่เป็นการที่ต้องทำตั้งแต่การดมจนถึงรสที่ค้างอยู่ในลิ้น ซึ่งที่จริงแล้วมันมีหลายองค์ประกอบที่มีผลกับรสชาติกาแฟ แต่ 5 รายการนี้คือพื้นฐานที่สำคัญ

  • Aroma – เป็นกลิ่นหอมที่ออกมาจากการชงสดๆ ซึ่งกาแฟที่ดีจากการชงที่ถูกควรจะต้องมีกลิ่นหอมให้เราสูดก่อนดื่ม
  • Acidity – คือจังหวะที่น้ำกาแฟเข้าไปในปาก ให้เราชิมว่ารสออกไปทางไหน เช่น ไม่ฝาด ไม่แห้ง และไม่คม ไม่เปรี้ยวจนเกินไป โดยกาแฟที่ดีมักมี Balance ของรสหลายๆรสอย่างละมุนละม่อม ทำให้มีความรู้สึกน่าค้นหาอย่างไม่รู้จบ
  • Body – เนื้อของกาแฟเป็นอีกส่วนหนึ่งที่กำหนดรสชาติ โดยหากเนื้อบางเบาก็จะให้ความรู้สึกเหมือนดื่มน้ำ แต่ถ้ามันหนักก็จะรู้สึกเข้มข้นขึ้น
  • Flavor – คือการรวมองค์ประกอบ 3 อย่างข้างต้นเข้าเป็นรสชาติของกาแฟ
  • Finish – ส่วนค้างจากการดื่มที่อยู่ในลิ้นและปากของคุณจะเป็นตัวกำหนดรสชาติอีกอย่างหนึ่งของกาแฟ ซึ่งมีกาแฟหลายเมนูที่ความอร่อยอยู่ในส่วนที่ค้างอยู่ในลิ้นมากกว่าตอนดื่มที่ไม่ขม บางคนอาจเรียกว่า Mouth Feel หรือ After Taste
แนะนำให้อ่านเพิ่ม:  วิธีสั่งกาแฟ Starbucks ขั้นเทพ

3 เข้าใจส่วนผสมของเมนูกาแฟ

หากคุณสับสนว่าชื่อเมนูกาแฟไหนมีส่วนผสมอะไร แผนภาพ Venn-Diagram นี้จะบอกง่ายๆว่าแต่ละเมนูผสมระหว่าง นม, ฟองนม, กาแฟ, และน้ำ ต่างกันอย่างไรบ้าง

ชนิดกาแฟ venn-diagram-of-coffee-drinks_50290bf28a909_w1500

http://visual.ly/venn-diagram-coffee-drinks

4 ให้ความสำคัญกับ Barista มากกว่าร้านกาแฟ

เพราะไม่ว่าร้านกาแฟดังกล่าวจะซื้อเมล็ดกาแฟดีอย่างไร หากไม่มี Barista ที่จะดึงเอาคุณค่าของมันออกมาได้ก็ไม่ต่างจากคุณให้กีตาร์แพงๆกับคนเล่นกีตาร์ไม่เป็นเล่น ซึ่ง Barista ที่ดี ไม่ใช่เเค่ชงกาแฟเป็น แต่จะต้องรู้ทุกอย่างที่เกี่ยวกับกาแฟและแนะนำกับตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ อีกทั้งยังต้องนำเสนอคุณค่าของกาแฟออกมาในรูปแบบของศิลปะได้ด้วย ดังนั้นการที่คุณอาจต้องจ่ายแก้วเป็นร้อย มันไม่ใช่แค่การดื่ม แต่มันคือ “การบริโภคศิลปะ” ไม่ต่างอะไรจากคุณต้องซื้อค่าตั๋วไปดูคอนเสิร์ต

5 ลืมร้านประเภท Fast Coffee ไปซะ

เราไม่ได้หมายถึงว่าร้านดังกล่าวเป็นร้านที่ไม่ดี ที่จริงร้านแนวนี้เป็นร้านที่มีคุณค่าในแบบหนึ่ง แต่หากจุดยืนของร้านพวกนั้นคือเป็นร้านสำหรับคนทำงานที่มานั่งประชุมและพบปะกันต่างหาก คุณควรหาร้านที่จุดยืนของเขาคือการทำกาแฟดีๆให้ทาน ซึ่งส่วนใหญ่ร้านพวกนั้นไม่ได้มีราคาแพงกว่าพวก Fast Coffee เลย

แนะนำให้อ่านเพิ่ม:  วิธีทำกาแฟสูตรทั่วโลก

6 อย่าทานของเผ็ดหรืออาหารรสจัดก่อนทานกาแฟ

มิเช่นนั้นลิ้นคุณจะโดนบดบังรสชาติที่แท้จริง ไม่ต่างอะไรกับการฟังเพลงคลาสสิคเพราะๆที่ลำโพงไม่อำนวย หากเลี่ยงไม่ได้ให้ดื่มน้ำเปล่าก่อนทานกาแฟ

7 หาเพื่อนคอเดียวกันคุยเรื่องที่สร้างสรรค์

ที่จริงแล้วในอิตาลีนิยมใช้ร้านกาแฟคุยเรื่องการเมือง (โดยเฉพาะคนชั้นกลางกับคนชั้นล่าง) แต่อย่างไรก็ดีการคุยเรื่องการเมืองอย่างตรงไปตรงมาในประเทศที่พัฒนาแล้วถือเป็นเรื่องปกติ และผู้คนก็ยังเป็นเพื่อนกันอยู่แม้ว่าจะมีความเห็นต่างกัน ดังนั้นสำหรับประเทศไทยอาจไม่เหมาะที่จะนำเรื่องการเมืองมาคุยจนกว่าผู้คนจะปรับทัศนคติและยอมรับความต่างกันและกันโดยไม่ทะเลาะได้

8 Slow-life ไม่ได้แปลว่าทื่อ

คนไทยมักเข้าใจผิดว่า Slow-life คือการทำตัวช้าๆโดยไม่ต้องคิดอะไร ที่จริงแล้วมันคือการทำจิตใจให้สงบ และเปิดรับสิ่งใหม่ๆที่ดีๆเข้ามาในชีวิต ซึ่งจะสังเกตุได้ว่าร้านกาแฟเมืองนอกมักมีผู้คนหยิบหนังสือเพื่อประดับความรู้ในวันช้าๆของเขามาอ่านอยู่เสมอ (โดยเฉพาะหนังสือที่ไม่ใช่ประเภท วิธีเล่นหุ้นรวยๆแน่ๆ หรือหนังสือหลอก Buffalo ประเภทอื่นๆ) ซึ่งต่างจากเมืองไทยที่มักมีแต่เด็กมานั่งเล่นเกมส์และเปิด Facebook ในร้านกาแฟ

วิดีโอประกอบวิธีดื่มด่ำกับกาแฟ

ที่มา:

How to Drink Coffee… Like An Italian

https://en.wikipedia.org/wiki/List_of_coffee_drinks