การได้นั่งจิบเบียร์เย็นๆ ในบรรยากาศชิลๆ คือ ความฟินชนิดหนึ่ง แต่จะดีกว่านั้นมากหากเบียร์เย็นฉ่ำเป็นเบียร์ดีรสนุ่มที่ถูกกับลิ้นของเรา สำหรับใครที่ยังจับต้นชนปลายไม่ถูก ไม่รู้จะเริ่มต้นเลือกเบียร์ให้ถูกลิ้นยังไง เรามีวิธีมาฝาก ทั้งนี้เรายังแนะนำให้คุณศึกษาวิธีรินเบียร์แบบมือโปรและวิธีเลือกเหล้านอกเพื่อเติมเต็มความมีรสนิยมของคุณด้วย

%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%84%e0%b8%a5

วิธีเลือกเบียร์ให้มีคลาส

ประเภทของเบียร์

1. พิลส์เนอร์ (Pilsener) – เป็นเบียร์ที่มีมาตั้งแต่ปี 1848 โดยมีต้นกำเนิดมาจาก Plzen ในย่านโบฮีเมี่ยนในสาธารณรัฐเช็ก มีกรรมวิธีการผลิตแบบที่เรียกว่า Lager ซึ่งเป็นวิธีการทำที่นำเบียร์ไปทำให้เย็นเกือบถึงจุดเยือกแข็ง เพื่อให้ยีสต์และสารแขวนลอยอื่นๆตกตะกอน จนได้เบียร์ที่มีความใส และได้รสชาติเบียร์แท้ๆ มีจุดเด่นที่สีของเบียร์จะออกใส ไปจนถึงสีทองเข้ม มีกลิ่นหอมของดอกไม้และให้รสชาติขมนิดๆผสมกับรสมอลท์

For who?: เหมาะกับคนที่ไม่ชอบเบียร์รสเข้มจนเกินไป และการจิบเบียร์ในบรรยากาศสบายๆ แบบจิบไปคุยไป

select-beer1

Pilsener Beer

2. เอล (Ales) – เป็นเบียรที่มีต้นกำเนิดในยุคกลาง ผลิตมาจากธัญพืชจำพวกมอลต์จำพวกข้าวบาร์เล่ย์และสมุนไพรที่มีรสขมหลายชนิด เอลชนิดเด่นๆ แบ่งเป็น

  • English pale ale – มีลักษณะเด่นคือ สีเหลืองอำพัน มีรสหวานนำรสขม และมีกลิ่นผลไม้ตาม
  • India pale ale – มีสี กลิ่นและรสอ่อนกว่า English pale ale เมื่อถูกนำเข้าไปยังอังกฤษจะมีการผสมดอกฮอปเพิ่มเพื่อเพิ่มความเข้ม
  • Irish red ale – เอลสีแดงจากการใช้ส่วนผสมเป็นบาร์เล่ย์ที่ถูกนำมาเผาไฟ มีรสหวานและเจือด้วยรสสัมผัสมันๆคล้ายเนย
แนะนำให้อ่านเพิ่ม:  วิธีเลือกและดื่มเหล้านอกแบบมีชั้นเชิง

For who?: เป็นเบียร์ที่เหมาะกับคนที่ชอบความแตกต่าง เพราะเอลจะมีกลิ่นและรสสัมผัสเฉพาะ หากถูกกับลิ้นคุณจะดื่มได้เพลินๆตลอดคืน เหมาะกับการปาร์ตี้สังสรรค์เล็กๆ เป็นกันเอง

select-beer2

Ales beer

3. สเตาต์ (Stout) – เบียร์ดำที่คนไทยรู้จักกันดี จัดเป็นเอลประเภทหนึ่ง คำว่า stout ในภาษาเก่า หมายถึง เข้ม เบียร์สเตาต์ในปัจจุบันจะมีสีเข้ม เป็นเอลแบบมอลท์ที่มีรสชาติคล้ายกาแฟ แบ่งออกเป็น 3 แบบหลักๆคือ ดรายส์ สวีท และอิมพีเรียล ดรายส์สเตาต์จะมีรสขมกว่าสเตาต์ปกติ ส่วนสองแบบที่เหลือจะมีรสชาติหวานกว่า และแบบอมพีเรียลจะมีกลิ่นของดอกฮอปและมอลต์ชัดเจน

แนะนำให้อ่านเพิ่ม:  วิธีจีบสาวในผับ

For who?: สเตาต์เหมาะสำหรับคนที่ชอบเบียร์ที่มีรสชาติเข้มข้น มีกลิ่นชัดเจน โดยเฉพาะคนที่ขอบเบียร์ดำจะรู้สึกว่าการได้นั่งจิบสเตาต์กับเพื่อนฝูงหลังเลิกงานมันเป็นอะไรที่สุดยอด

select-beer3

Stout beer

4. บิทเทอร์ (Bitter) – เป็นเอลชนิดหนึ่งที่มีรสชาติเข้มกว่า English pale ale เพราะมีส่วนผสมของดอกฮอปในปริมาณที่มีมากกว่า จึงทำให้มีกลิ่นและรสชาติเข้มและข้มกว่าเองปกติเล็กน้อย เจือด้วยกลิ่นสไปซี่เล็กๆ นิยมเรียกว่าเบียร์ในผับ มีสีตั้งแต่ทองแดงไปจนถึงทองแดงเข้ม มีรสชาติและกลิ่นของผลไม้ผสมกับกลิ่นบัตเตอร์สกอตเล็กๆ

แนะนำให้อ่านเพิ่ม:  วิธีผสมเบียร์สูตรต่างๆให้อร่อย

For who?: เป็นเบียร์รสเข้มที่เหมาะกับคอทองแดงสมกับสีของมัน เพราะทั้งกลิ่นและรสชาติก็ทำให้คออ่อนมึนหัวได้แล้ว เหมาะกับปาร์ตี้แบบสุดเหวี่ยง แบบเอาไว้แข่งเบียร์ปองให้หมอบกันไปข้าง

select-beer4

Bitter beer

5. พอร์ตเตอร์ (Porter) – เบียร์สุดสตรอง เป็นดาร์กเอลที่มีรสขมและสไปซี่เจือน้อยๆ มีสีช็อคโกแลต พอร์ตเตอร์เบียร์ถือเป็นต้นสายของเบียร์แบบสเตาต์แต่มีสีอ่อนกว่า มีต้นกำเนิดในการทำสำหรับให้คนงานตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 และ 19 พอร์ตเตอร์เบียร์ได้รับความนิยมน้อยลงหลังจากมีการเข้ามาของ pale ales, stouts และเบียร์แบบ lagers (พิลส์เนอร์) กระทั่งปี 1990s ก็กลับมาผลิตอีกครั้งในประเทศอเมริกา

For who?: ถือเป็นเบียร์แบบออริจินอลที่ทั้งขมทั้งเข้ม เหมาะกับคนที่อยากได้รสชาติแบบต้นกำเนิดเบียร์แท้ๆ และชื่นชอบกับกลิ่นเฉพาะตัวของการหมัก

select-beer5

Porter beer

%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%84%e0%b8%a5

Cr. ehow.com, beerinfinity.com, seriouseats.com, pinimg.com, beeroclockaustralia.com, salon.com